เลเวอเรจและมาร์จิ้นคืออะไร? อธิบายพร้อมตัวอย่างคำนวณจริง
เลเวอเรจและมาร์จิ้นทำงานอย่างไร ทำไมเลเวอเรจถึงขยายทั้งกำไรและขาดทุน พร้อมตัวอย่างการคำนวณจริง และเลเวอเรจระดับไหนถึงเหมาะกับมือใหม่
สรุป — เลเวอเรจช่วยให้คุณ เปิดออเดอร์ขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินทุนเพียงเล็กน้อย ส่วนมาร์จิ้นคือเงินที่ถูก "กัน" ไว้เป็นหลักประกันของออเดอร์นั้น เลเวอเรจขยาย ทั้งกำไรและขาดทุนในสัดส่วนเท่ากัน — เลเวอเรจสูงไม่ได้แปลว่าเก่ง แต่แปลว่าเสี่ยงมาก มือใหม่ควรใช้เลเวอเรจต่ำและตั้งจุดตัดขาดทุน (stop loss) ไว้เสมอ
เลเวอเรจคืออะไร
เลเวอเรจ (leverage) คือการที่โบรกเกอร์ให้คุณใช้เงินทุนเพียงส่วนหนึ่งมาเปิดออเดอร์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินในบัญชีจริงได้ ตัวเลขอย่าง 1:100 หมายความว่าเงินทุน 1 ส่วนของคุณคุมมูลค่าออเดอร์ได้ถึง 100 ส่วน
เช่น มีเงิน 100 ดอลลาร์และใช้เลเวอเรจ 1:100 ก็เปิดออเดอร์มูลค่า 10,000 ดอลลาร์ได้ ฟังดูน่าสนใจ แต่นี่คือดาบสองคม เพราะมันขยายผลทั้งสองทาง ทั้งตอนกำไรและตอนขาดทุน
มาร์จิ้นคืออะไร
มาร์จิ้น (margin) คือเงินที่ถูก “กัน” ออกจากเงินที่ใช้ได้ในบัญชี เพื่อเป็นหลักประกันของออเดอร์ที่เปิดอยู่ มาร์จิ้นไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินหลักประกันที่จะคืนกลับเข้าบัญชีเมื่อคุณปิดออเดอร์
สูตรง่าย ๆ คือ มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = ขนาดออเดอร์ ÷ เลเวอเรจ
| เลเวอเรจ | สถานะ 10,000 USD | มาร์จิ้นที่ต้องกัน |
|---|---|---|
| 1:10 | 10,000 | 1,000 |
| 1:50 | 10,000 | 200 |
| 1:100 | 10,000 | 100 |
| 1:500 | 10,000 | 20 |
ยิ่งเลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ต้องใช้ก็ยิ่งน้อย แต่นั่นแปลว่าเงินทุนของคุณเล็กลงมากเมื่อเทียบกับขนาดออเดอร์ และเหลือเงินรองรับการขาดทุนน้อยลงไปด้วย
ทำไมกำไรและขาดทุนถึงถูกขยาย
ตรงนี้คือหัวใจที่มือใหม่ต้องเข้าใจ ลองดูตัวอย่างการคำนวณจริง สมมติคุณมีเงิน 1,000 ดอลลาร์ แล้วเปิดออเดอร์ทอง (XAUUSD) มูลค่า 50,000 ดอลลาร์ด้วยเลเวอเรจ 1:50
- ถ้าราคาทอง ขึ้น 2% → กำไร 1,000 ดอลลาร์ = +100% ของเงินทุน
- ถ้าราคาทอง ลง 2% → ขาดทุน 1,000 ดอลลาร์ = -100% ของเงินทุน (พอร์ตหมดบัญชี)
จะเห็นว่าราคาขยับแค่ 2% แต่ผลที่เกิดกับบัญชีคือ 100% เพราะเลเวอเรจทำให้ราคาที่ขยับเพียงเล็กน้อยกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงก้อนใหญ่ในบัญชีของคุณ และนี่คือเหตุผลที่หลายคนโดน มาร์จิ้นคอลจนล้างพอร์ต เร็วกว่าที่คิดไว้
เลเวอเรจระดับไหนถึงปลอดภัย
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่มีหลักง่าย ๆ คือ อย่าให้ “เลเวอเรจสูงสุดที่ใช้ได้” มาเป็นตัวกำหนดขนาดออเดอร์ของคุณ การที่โบรกเกอร์ให้ใช้ได้ถึง 1:500 ไม่ได้แปลว่าคุณควรใช้ 1:500
สิ่งที่กำหนดความเสี่ยงจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลขเลเวอเรจ แต่คือ ขนาดออเดอร์ (lot) ที่คุณเปิดจริง เมื่อเทียบกับเงินในบัญชี ลองคิดเป็นคำถามว่า “ถ้าออเดอร์นี้ชนจุดตัดขาดทุน ฉันจะเสียกี่เปอร์เซ็นต์ของบัญชี” เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์มักคุมไว้ที่ 1–2% ต่อออเดอร์ อ่านเพิ่มที่ การบริหารความเสี่ยง และ pip lot และการคำนวณกำไรขาดทุน
การฝึกในบัญชีเดโมด้วยเงินจำลองจะช่วยให้คุณเห็นว่าเลเวอเรจสูงทำให้บัญชีแกว่งแรงแค่ไหน ก่อนจะลงสนามด้วยเงินจริง
ปรับเลเวอเรจแล้วดูมาร์จิ้นเปลี่ยนตรงหน้า
สูตร “มาร์จิ้นที่ต้องใช้ = ขนาดออเดอร์ ÷ เลเวอเรจ” เข้าหัวเร็วขึ้นมากเมื่อเห็นตัวเลขขยับจริง — บนเดโมคุณ ตั้งเลเวอเรจได้ตั้งแต่ 1:30 ถึง 1:500 แล้วลองส่งออเดอร์ขนาดเท่าเดิมซ้ำที่แต่ละระดับ เพื่อดูว่ามาร์จิ้นที่ถูกกันไว้ต่างกันแค่ไหน ระบบ คำนวณมาร์จิ้นให้ก่อนเปิดออเดอร์ คุณจึงเห็นชัดว่าเลเวอเรจสูงทำให้เงินที่ใช้ได้ดูเหลือเยอะขึ้น แต่กันชนรองรับการขาดทุนกลับบางลงพร้อมกัน → ทดลองปรับเลเวอเรจบนเดโม
คำถามที่พบบ่อย
เลเวอเรจสูงดีกว่าจริงไหม เพราะได้กำไรเยอะ?
ไม่จริง เลเวอเรจสูงขยายขาดทุนพอ ๆ กับที่ขยายกำไร และเพิ่มโอกาสโดนล้างพอร์ตจากราคาที่ขยับเพียงเล็กน้อย เลเวอเรจจึงไม่ใช่ “ตัวเร่งกำไร” แต่เป็น “ตัวขยายความเสี่ยง”
มาร์จิ้นกับมาร์จิ้นคอลต่างกันอย่างไร?
มาร์จิ้นคือเงินที่กันไว้เป็นหลักประกันตอนเปิดออเดอร์ ส่วนมาร์จิ้นคอลคือสัญญาณเตือนเมื่อเงินในบัญชีลดลงจนเกือบไม่พอค้ำออเดอร์ที่เปิดอยู่ ถ้าปล่อยไว้ โบรกเกอร์อาจบังคับปิดออเดอร์ของคุณ อ่านรายละเอียดที่ มาร์จิ้นคอลและการล้างพอร์ต
มือใหม่ควรเริ่มที่เลเวอเรจเท่าไรดี?
ให้โฟกัสที่ขนาดออเดอร์มากกว่าตัวเลขเลเวอเรจ เปิดออเดอร์ให้เล็กพอที่การขาดทุนหนึ่งครั้งจะกระทบบัญชีแค่ 1–2% ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ และฝึกในบัญชีเดโมก่อนลงเงินจริง
บทความที่เกี่ยวข้อง → ฟอเร็กซ์คืออะไร — คู่มือมือใหม่ · มาร์จิ้นคอลและการล้างพอร์ต · การบริหารความเสี่ยง · CFD คืออะไร
※ เนื้อหานี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนการลงทุน เงื่อนไขการเทรด (เวลาเทรด มาร์จิ้น ค่าธรรมเนียม ค่า tick ฯลฯ) แตกต่างกันตามโบรกเกอร์ เวลา และช่วงเวลาออมแสง โปรดตรวจสอบกับโบรกเกอร์ของคุณก่อนเทรด การเทรดอนุพันธ์อาจทำให้ขาดทุนเกินเงินที่ฝากไว้